ที่มา : กองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2561
ลำดับ ชื่อแหล่งท่องเที่ยว ประวัติความเป็นมา ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด ภูมิภาค ประเภทแหล่งท่องเที่ยว
1 เมืองโบราณ เมืองโบราณ (Ancient City) มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ มีรูปร่างคล้ายด้ามขวานทองของประเทศไทย เริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี พ.ศ. 2506 เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งรวบรวมปราสาท ราชวัง วัดวาอาราม รวมถึงงานประติมากรรมต่างๆ ไว้ให้เข้าไปเที่ยวชม สิ่งก่อสร้างเหล่านี้บางแห่งเป็นการสร้างจำลองตามแบบของสถานที่จริง และบางแห่งก็เป็นการผาติกรรม ซึ่งเป็นการยกเอาสิ่งปลูกสร้างมาจากสถานที่จริง นำมาบูรณะให้งดงามอย่างเช่นอดีต ภายในเมืองโบราณมีการแบ่งพื้นที่ตามภูมิภาค เช่น ในภาคเหนือเราจะได้เห็น “วัดภูมินทร์” วิหารจตุรมุขสำคัญของจังหวัดน่าน ซึ่งมีภาพปู่ม่านย่าม่านอยู่ภายใน รวมถึง “วัดจองคำ” อาคารไม้สักทั้งหลังที่เชื่อมต่อวิหาร ศาลา และกุฏิ ไว้ในอาคารเดียวที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งเมืองโบราณทำการผาติกรรมมาจากจังหวัดลำปาง ส่วนภาคอีสานก็จะมี “พระธาตุพนม” ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นตามแบบอย่างในโบราณจึงทำให้สีสันขององค์พระธาตุไม่เหมือนกับในปัจจุบัน เมืองโบราณได้มีการค้นคว้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ก่อนจะก่อสร้างขึ้นใหม่ให้มีความวิจิตรงดงามตามต้นแบบ นอกจากสถานที่สำคัญๆ ที่ได้ถูกผาติกรรม และถอดแบบมาจากสถานที่จริงแล้ว ภายในเมืองโบราณยังมีอาคาร และสิ่งปลูกสร้างที่เกิดจากจิตนาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ อีกหลายแห่งในส่วนพื้นที่รังสรรค์ ซึ่งอาคารแต่ละหลังล้วนมีความวิจิตรงดงามมาก เช่น “ศาลาพระอรหันต์” “สะพานรุ้ง” "เขาพระสุเมรุ” หรือ “สวนพฤษชาติในวรรณคดีไทย” เป็นต้น บางปูใหม่ เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
2 พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณสร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ เพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป ช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร(หรือสูงขนาดตึก 14-17 ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้างเป็นฐานโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการ ผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตกเครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่างๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัว เรื่อง รามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร บางเมืองใหม่ เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3 ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป้อมพระจุลฯ เป็นป้อมที่ทันสมัย (ในสมัยนั้น) และมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นที่ทำการยิงต่อสู้กับอริราชศัตรูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน เพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดเขตแดนไทย ก็ถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้ว นับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่างๆ ทางปากน้ำ โดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทหารเรือเป็นที่ปรึกษาวางแผนในการปรับปรุง กิจการทหารเรือในครั้งนั้นด้วย แหลมฟ้าผ่า พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
4 ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในเขตตำบลท้ายบ้าน ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในเป็นสถานเพาะเลี้ยงจระเข้ขนาดต่าง ๆ กว่า 40,000 ตัว มีการแสดงวิธี จับจระเข้ด้วยมือเปล่า การให้อาหารจระเข้ การแสดงของช้างแสนรู้ และยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เช่น เสือ ลิงชิมแปนซี ชะนี เต่า งู นก อูฐ ฮิปโปโปเตมัส กวาง และปลาจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ได้จัดแสดงกระดูกและหุ่นจำลองไดโนเสาร์ พร้อมการฉายสไลด์มัลติวิชั่น เรื่องของมนุษย์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ อีกด้วย ท้ายบ้าน เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
5 พระสมุทรเจดีย์ เดิมพระเจดีย์นี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ต่อมาชายตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำตื้นเขินงอกออกมาเชื่อมติดกับเกาะอันเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ ปัจจุบันจึงไม่มีสภาพเป็นเกาะอีกต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์นี้ขึ้นแต่ยังไม่ทันเสร็จก็สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อเป็นพระเจดีย์สูง 20 เมตร ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปทรงฯ พระเจดีย์แล้วก่อให้สูงขึ้นอีกเป็น 38 เมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระชัยวัฒน์ และพระปางห้ามสมุทรไว้ซึ่งมีผู้คนมาเคารพสักการะบูชา และยังเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดสมุทรปราการ ปากคลองบางปลากด พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
6 ตลาดคลองสวน 100 ปี (ฝั่งสมุทรปราการ) ตลาดคลองสวนเป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หากย้อนกลับไปในอดีต เมื่ออดีตตลาดคลองสวนจึงเป็นจุดแวะพักและเป็นศูนย์รวมของชุมชน จุดแลกเปลี่ยนสินค้าและเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญและสะดวกที่สุดจะเห็นได้จากสิ่งปลูกสร้างโรงเจ วัด และสุเหร่าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยจีน, ชาวไทยพุทธ, ชาวไทยมุสลิมจะอยู่บริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้ ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์บ้านเรือน รวมทั้งการดำเนินชีวิตให้คงไว้ซึ่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และส่งเสริมให้ตลาดคลองสวน เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเรียนรู้ดูวิถีชีวิต รวมทั้ง สิ่งปลูกสร้าง ที่ยังมีกลิ่นอายในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 คลองสวน บางบ่อ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
7 วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดหลวงพ่อโต) วัดบางพลีใหญ่ใน เดิมชื่อ วัดพลับพลาไชยชนะสงคราม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่สมัยสุโขทัยปางมารวิชัยลืมเนตร หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ เนื้อเป็นทองสัมฤทธิ์เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนโดยทั่วไปนาม “หลวงพ่อโต” วัดนี้จึงมีอีกชื่อว่า วัดหลวงพ่อโต ชาวบางพลีได้อัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือในพิธีโยนบัวหรือรับบัวทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ติดกับวัดยังมีตลาดริมน้ำโบราณที่มีอายุยาวนานกว่า 140 ปี ที่ยังคงสภาพเดิมให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมและเลือกซื้อซึ่งมีทั้งอาหารและของใช้ต่างๆ ประวัติหลวงพ่อโต ตามตำนานประวัติของหลวงพ่อโต ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ซึ่งชาวกรุงศรี-อยุธยาได้อาราธนาลงสู่แม่น้ำเพื่อหลบลี้หนีภัยสงคราม พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ได้ล่องลอยมาตามลำน้ำและได้แสดงอภินิหารระหว่างทางจนเป็นที่โจษขานกัน ทั่วไป ประชาชนในท้องที่ตำบลต่าง ๆ ได้พยายามอาราธนาท่านขึ้นสู่ฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุด พระพุทธรูปองค์หนึ่งได้ไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนองค์ที่สองไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และอีกองค์หนึ่งได้ล่องลอยเรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา และปาฏิหาริย์ลอยวกเข้ามาในลำคลองสำโรง ประชาชนจึงพร้อมกันอาราธนาท่านขึ้นที่ปากคลองสำโรง แต่ท่านก็ไม่ยอมขึ้น จึงได้ทำพิธีเสี่ยงทาย ต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายฉุดท่านให้ลอยตาม ลำน้ำสำโรงและอธิษฐานว่า “หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใดก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมาจงหยุด ณ ที่นั้นเถิด” จนแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือวัดบางพลีใหญ่ใน ท่านจึงหยุดนิ่ง ชาวบ้านจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาตั้งจิตอธิษฐานนำท่านขึ้นจากน้ำได้ในที่สุดและต่อมาได้สร้างพระอุโบสถสำหรับเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตมาจนถึงปัจจุบัน บางพลีใหญ่ บางพลี สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
8 ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้งและประชาชนบางน้ำผึ้งได้ร่วมใจปลุกวิถี ชีวิตดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ พร้อมใจสร้างตลาดขึ้นมาใหม่ “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับขายสินค้าของชุมชนบางน้ำผึ้งและตำบลใกล้เคียงฝั่ง เมืองพระประแดง จนถึงปัจจุบันเติบโตจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็น ตลาดใกล้กรุงที่มีสินค้าหลากหลายทั้งของกินของใช้ของฝากนานาชนิด จัดเป็นซุ้มให้มีทางเดินยาวกว่า 2 กิโลเมตร ขนานไปกับคลองซอยสายเล็ก ๆ ที่แตกแขนงจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในพื้นที่ที่ทำการเกษตรของชาวบ้านจัดจำหน่ายทั้งสินค้าทางการเกษตร ได้แก่ ต้นไม้นานาพันธุ์ ปลาสวยงามหลากชนิด และผลิตผลของชาวบ้านเช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยหอม ชมพู่มะเหมี่ยว เป็นต้น ขนมหวานพื้นเมืองฝีมือชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กาละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อมรสหวานชุ่มคอ หมี่กรอบโบราณ เป็นต้น อาหารคาว เช่น ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ไส้กรอกโบราณ ห่อหมกหมู หอยทอดในถาดขนมครก ไก่สะเต๊ะน้ำพริกต่าง ๆ พร้อมเลือกผักเคียงข้างจาน เช่น ผักกระถิน ผักบุ้ง ผักหนาม ผักดองชนิดต่างๆ ที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปพืชผักให้มีรับประทานนอกฤดูกาล นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมสินค้า OTOP ที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้งและตำบลใกล้เคียงในจังหวัดสมุทรปราการ เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากทะเลอย่างกุ้งแห้ง กะปิ หอยดอง ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ของตกแต่งบ้าน ดอกหญ้าหลากสี โมบาย ลูกตีนเป็ดรูปร่างแปลกตา เป็นต้น รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีบริการต่างๆ เช่น เรือพาย นวดแผนโบราณ จักรยานให้เช่า โฮมสเตย์ และเรือชมหิ่งห้อย บางน้ำผึ้ง พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
9 วัดทรงธรรมวรวิหาร วัดทรงธรรมวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท และเป็นวัดเก่าแก่ ในพุทธศาสนานิกายรามัญ สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยทรงโปรดเกล้าให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า เป็นแม่กองในการก่อสร้าง ราวปี พ.ศ. 2358 เพื่อเป็นศิริมงคลแก่บ้านเมืองตามโบราณราชประเพณี โดยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณโรงเรียนอำนวยวิทย์ในปัจจุบัน ซึ่งต่อมาเมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรค่ายคูประตูเมือง ซึ่งได้มีการสร้างป้อมเพชรหึง ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณหน้าบ้านแซ่ โรงเรียนอำนวยวิทย์ และสถานสังเคราะห์คนทุพพลภาพ เมื่อสร้างเสร็จจึงได้โปรดเกล้าให้รื้อวัดทรงธรรมที่สร้างไว้เดิม ไปปลูกสร้างไว้ภายในป้อม และได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม สภาพปัจจุบันของวัดทรงธรรมวรวิหาร มีอาณาเขตค่อนข้างกว้างขวาง เนื่องจากในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าให้ยุบวัดกลางนา ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงรวมเข้ากับวัดทรงธรรม ลักษณะสถาปัตยกรรม พระอุโบสถเป็นก่ออิฐ ฉาบปูน เสาพระอุโบสถเป็นเสากลมคู่ รับส่วนปีกของชานพระอุโบสถ มีเสา 56 ต้น พระเจดีย์องค์ใหญ่เป็นแบบรามัญอยู่ตรงกลาง และมีเจดีย์องค์เล็กอยู่ที่ฐาน 4 องค์ เจดีย์องค์ใหญ่กว้าง 10 วา 2 ศอก สูงถึงยอดฉัตร 11 วา 3 ศอก เจดีย์องค์เล็ก กว้าง 5 ศอกสูง 3 วา 1 ศอก บรรจุพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษไว้ ตลาด พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
10 สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ในปี พ.ศ. 2520 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติให้อนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้างเขตคลองเตยยานนาวาให้เป็นปอดกลางเมือง โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม(สผ) กระทรวงวิทยาศาสตร์- เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซื้อที่สวนรกร้างจากชาวบ้านใน ตำบลบางกระเจ้า 148 ไร่ เพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ แปลว่า สวนสาธารณะที่เป็นศรีแก่นครเขื่อนขันธ์ นอกจากนี้รัฐบาล ยังกำหนดให้พื้นที่ 6 ตำบล ของอำเภอพระประแดง คือ บางกระเจ้า บางกอบัว บางน้ำผึ้ง บางกระสอบ และบางยอ ที่เรียกว่า กระเพาะหมู เป็นเขตสีเขียวให้คงสภาพสวนผลไม้แบบดั้งเดิม สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้ 1. สวนสาธารณะ ภายในมีพื้นที่สำคัญสองส่วน ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะ ที่ปรับปรุงจากพื้นที่สวน จัดทำเป็นสนามหญ้าปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม มีสระน้ำขนาดใหญ่ และศาลาริมน้ำให้นั่งพักผ่อน จุดที่น่าสนใจคือ พื้นที่เกษตรสาธิต ประกอบไปด้วย สวนมะพร้าว และสวนหมาก ที่คงสภาพของสวนเดิม และพรรณไม้ที่ปลูกไว้เพื่อการศึกษา พื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นสวนด้านใน ปล่อยให้คงสภาพพื้นที่ท้องร่องสวน โดยมีสะพานไม้ หรือบอร์ดวอล์กยาวหลายร้อยเมตรทอดยาวให้ได้เดิมชมพื้นที่ บรรยากาศสงบร่มรื่น แวดล้อมด้วยสวนมะพร้าว สวนหมาก กล้วยหอม ฯลฯ การคงสภาพที่สวนแบบเดิมไว้เช่นนี้ ทำให้คนรุ่นหลังมีโอกาสเรียนรู้ถึงวิถีชีวิต และการประกอบอาชีพของคนรุ่นก่อน ด้านในยังมีสวนหิ่งห้อย ซึ่งกำลังปลูกพรรณไม้เพิ่มเติม หากไปเที่ยวยามเย็นใกล้ค่ำ นักท่องเที่ยวจะได้ชมหิ่งห้อย ส่องแสงใต้ต้นลำพู 2. หอชมวิว เมื่อเดินตามถนนเข้าไปสวนด้านใน ผ่านลานอเนกประสงค์ ตรงไปทางซ้ายจะพบหอชมวิวสูงประมาณ 7 เมตร เมื่อขึ้นไปด้านบนจะมองเห็นทิวทัศน์ของสวนศรีนครเขื่อนขันธ์โดยรอบ และใช้เป็นจุดดูนกได้ด้วย มีนกกระเต้น และนกยางหลายชนิด อาศัยอยู่บริเวณนี้ บางกะเจ้า พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
11 วัดโปรดเกศเชษฐาราม วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดพุทธไทยเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดง ส่วนวัด อื่นๆ มักเป็นพุทธรามัญ พระยาเพชรพิไชย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมดีเด่น คือ พระอุโบสถไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก นอกจากนี้ ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรายรอบด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑปมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข การเดินทาง จากวัดไพชยนต์ฯ เลี้ยวขวาไปตามถนนทรงธรรมประมาณ 200 เมตร ข้ามสะพานคลองลัดหลวงประมาณ 50 เมตร จะพบวัดโปรดเกศเชษฐารามอยู่ริมถนนบริเวณทางโค้งด้านซ้ายมือ ทรงคนอง พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
12 พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์วัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ และรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทยและยุทธนาวีครั้ง สำคัญ แบ่งเป็น 2 อาคาร คือ อาคาร 1 จัดแสดงประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ อาทิ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของทหารเรือไทย และห้องจัดแสดงเครื่องแบบต่างๆ ของทหารเรือไทย อาคาร 2 ชั้นล่างจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับเรือพระราชพิธี ชั้น 3 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ หมุนเวียนตามช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญ เช่นยุทธนาวีที่เกาะช้าง สงครามเอเชียมหาบูรพา วีรกรรมที่ดอนน้อย เรือดำน้ำแห่งราชนาวี และการปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงวัตถุอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ในบริเวณโดยรอบ อาทิ เรือดำน้ำ รถสะเทินน้ำสะเทินบก รวมทั้งยังสามารถชมประภาคารแห่งแรกของประเทศไทยได้ ณ ที่แห่งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ปากน้ำ เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
13 สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2480 โดยจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ดำริให้สร้างเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไปเนื่องด้วยติดทะเลและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีการสร้างสะพานยื่นออกไปในทะเล ชื่อว่า “สะพานสุขตา” ต่อมา สถานตากอากาศนี้ได้อยู่ในความดูแลของกองทัพบก ในอดีตจึงเป็นสถานพักฟื้น พักผ่อน ของทหารบกที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ และยังคงเป็นสถานตากอากาศด้วย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2542 ได้ยุบสถานพักฟื้นลง ให้เป็นเพียงแต่ที่พักตากอากาศ ต่อมามีการปรับปรุง และเปลี่ยนชื่ออาคารเป็น “ศาลาสุขใจ” ภายในมีร้านอาหาร ลานลีลาศ ให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย จุดเด่นของสถานที่นี้คือ ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน จะมีนกนางนวลอพยพหนีหนาวมาหากินอยู่ตามชายทะเล นักท่องเที่ยวนิยมมาให้อาหารนกนางนวล และถ่ายภาพเก็บบรรยากาศที่สวยงามยามพระอาทิตย์ตก รวมถึงยังเป็นแหล่งศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนที่สำคัญอีกด้วย การเดินทาง รถโดยสารสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวคันใหญ่ (6 ล้อ) จากในตลาดปากน้ำ หรือรถเมล์เอกชนที่ไปคลองด่าน หรือรถตู้สาธารณะสำโรง - คลองด่าน หรือรถที่ผ่านตำหรุ จะผ่านหน้าสถานตากอากาศบางปูพอดี (สังเกตป้ายทางเข้าด่านล่าง) ถ้าออกมาจากเมืองโบราณและจะไปสถานตากอากาศบางปูต่อ สามารถรอรถดังกล่าวได้ที่ด้านหน้าเมืองโบราณ รถส่วนบุคคล ถ้าขับรถจากกรุงเทพทางถนนสุขุมวิทเข้าสมุทรปราการ เมื่อถึงตัวเมืองสมุทรปราการให้สังเกตป้าย “ชลบุรี ชิดซ้าย” ให้ตามเส้นทางไป จากศาลากลางจังหวัดถึงสถานตากอากาศบางปูระยะทาง ประมาณ 12.27 กม. ถ้ามาทางถนนศรีนครินทร์เข้าเมืองสมุทรปราการจนสุดสาย จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุขุมวิท(สายเก่า) จากจุดนั้นถึงสถานตากอากาศบางปูเป็นระยะทางประมาณ 11.10 กม. จะเห็นทางเข้าทางขวามือ ให้ขับตรงไปเพื่อกลับรถ บางปูใหม่ เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
14 วัดอโศการาม วัดอโศการาม สร้างขึ้นโดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ตั้งวัดอโศการามปัจจุบันนี้ เดิมเรียกว่า นาแม่ขาว เจ้าของที่ดินคือ นางกิมหงษ์ และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ เมื่อ ปี พ.ศ. 2497 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2498 จึงได้เริ่มตั้งสำนักขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้พระลูกศิษย์ คือ พระครูใบฎีกาทัศน์ มาเฝ้าสำนักแทนพร้อมกับลูกศิษย์อีก 5 รูป รวมมีพระที่สำนักนี้ในครั้งเริ่มตั้งจำนวน 6 รูป ภายในวัดจะเห็น พระธุตังคเจดีย์ (เจดีย์ 13 องค์) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ธุดงควัตร 13 ข้อ” และอนุสาวรีย์ของ พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งหลวงพ่อลีได้นำพระนามของพระองค์มาเป็นชื่อวัด นามว่า “วัดอโศการาม” ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2501 และผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2503 ปัจจุบัน วัดอโศการาม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในด้านการวิปัสสนากรรมฐาน การเดินทาง ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่า (ไปทางบางปู) ประมาณกิโลเมตรที่ 31 กลับรถหลังจากผ่านสะพานลอย โดยสังเกตจากป้ายบอกทางเข้าวัดอโศการามซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม (ด้านขวามือ) เลี้ยวเข้าซอยไปจนสุดซอยจะเจอวัดอโศการาม ท้ายบ้าน เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
15 วัดบางหัวเสือ วัดบางหัวเสือ สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2300 ไม่ทราบนามผู้สร้าง ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2400 ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2400 เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 240 ปี มี หอพระไตรปิฏก ซึ่งสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จิตกรรมฝาผนัง เป็นภาพปูนปั้นลักษณะนูน ซึ่งเป็นจิตรกรรม ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของพระพุทธเจ้า และ พระอุโบสถ ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่ด้วยความร่วมมือ และศรัทธาจากประชาชน เป็นพระอุโบสถตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิคทั้งหลัง บางหัวเสือ พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
16 วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2362 มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบพระราชนิยม มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ภายในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบกยอดปรางค์จตุรมุข บางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
17 หมู่บ้านมอญ สัมผัสวัฒนธรรมชาวมอญ ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2316 สมัยกรุงธนบุรี ซึ่งยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตและวัฒธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น - พระประแดง สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
18 วัดบางพลีใหญ่กลาง (วัดพระนอน) วัดบางพลีใหญ่กลาง ตั้งอยู่บริเวณคลองสำโรงฝั่งเหนือ ตำบลบางพลีใหญ่ ห่างจากวัดบางพลีใหญ่เล็กน้อย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367 ชาวบ้านเรียกว่า วัดกลาง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็น “วัดบางพลีใหญ่กลาง” เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 53 เมตร สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2521 เสร็จเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยพระครูพิสารวุฒิกิจ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลางรูปปัจจุบัน แรงบันดาลใจในการสร้างพระนอนท่านเล่าว่า จากประสบการณ์ที่อยู่ในสมณะเพศได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ จึงเกิดความคิดที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการสร้างกุศล และให้ประชาชนมาทำบุญที่วัดมากๆเหมือนกับวัดอื่นๆ ที่เคยพบเห็น พระนอนดังกล่าวนี้ ภายในมีห้องปฏิบัติกรรมฐานมีภาพเขียนเป็นเรื่องราวเทวดานรก และเรือสำเภาหน้าวัดด้านริมคลองสำโรง และ มีห้องหัวใจพระนอน ซึ่งประชาชนนิยมมาปิดทองที่หัวใจพระนอนเพื่อเป็นสิริมงคล เปรียบเสมือนปิดทองหัวใจพระพุทธเจ้า บางพลีใหญ่ บางพลี สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
19 วัดมงคลโคธาวาส วัดมงคลโคธาวาส สร้างเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2300 ไม่ทราบนามผู้สร้าง เดิมมีนามว่า “วัดบางเหี้ย นอก” หรือที่ประชาชนเรียกว่า “วัดหลวงพ่อปาน” ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนนามตำบลบางเหี้ยเป็นตำบลคลองด่าน นามวัดจึงต้องเปลี่ยนให้มีความไพเราะและเหมาะสมขึ้นเป็น วัดมงคลโคธาวาส” มาจนถึงทุกวันนี้ วัดมงคลโคธาวาส ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2513 เป็นวัดที่หลวงพ่อปาน เกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยจำพรรษาอยู่และพัฒนาวัดจนกลายเป็นวัดสำคัญของอำเภอบางบ่อในปัจจุบัน ในด้านการศึกษาทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2477 ในทุกปี จะมีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวอำเภอบางบ่อ โดยกำหนดจัดงานในวันขึ้น 5-7 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี รวม 3 วัน ในวันแรกชาวบ้าน จะอัญเชิญรูปหล่อของหลวงพ่อปาน ประดิษฐานในเรือลำใหญ่ประดับธงทิว กล้วยอ้อยสวยงามมาก ภายในเรือมีพิณพาทย์บรรเลง แห่แหนหรือมีการละเล่นในเรือ ด้วยขบวนแห่จะลากจูงด้วยเรือพาย ซึ่งมีฝีพายประจำคล้ายเรือแข่ง แต่ต่อมาใช้เรือยนต์ลากขบวนแห่จะไปตามลำคลอง ปีกกากระทั่งถึง บางพลีน้อย มาบางบ่อแล้วแห่กลับวัดอัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อไว้ในประจำพิธี การเดินทาง จากสามแยกสมุทรปราการให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขุมวิทสายเก่า (ทางไปสถานตากอากาศบางปู) ประมาณ 30 กิโลเมตร เมื่อข้ามสะพานคลองด่านให้เลี้ยวซ้ายบริเวณเชิงสะพานและไปตามถนนทางเข้าวัดมงคลโคธาวาส ผ่านตลาดคลองด่านตรงไปประมาณ 500 เมตร จะถึงวัด และสามารถเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ขสมก. สาย 25, 102, 142, 145, 507, 508, 511 และ 536 รถโดยสารประจำทางธรรมดา สาย 25, 102 และ 145 ลงตลาดปากน้ำ แล้วต่อรถประจำทางปากน้ำ-คลองด่าน ถึงตลาดคลองด่านสามารถต่อรถรับจ้างเดินทางถึงวัด คลองด่าน บางบ่อ สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
20 พิพิธภัณฑ์หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ร่วมมือกับศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับ ดร. อุเทน เตชะไพบูลย์ ในตัวอาคารนักท่องเที่ยวจะได้พบกับข้าวของเครื่องใช้ และนิทรรศการวิถีชีวิตของชาวจีนที่เล่าเรื่องราวการพลัดถิ่นฐานมาอยู่เมืองไทย ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน รวมถึง ประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน ตัวอาคารทั้งหมดถูกสร้างด้วยอิฐสีแดง ตั้งอยู่ในหมาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เลขที่ 18/18 ถ.บางนา-ตราด ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เปิดบริการทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 8.30 – 16.30 น. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดได้ www.cul.hcu.ac.th โทร 02-3126300 # 1334 บางโฉลง บางพลี สมุทรปราการ ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
ลิขสิทธิ์ © 2561 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
สนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 เบอร์โทร : 0-2219-4010-7 แฟกซ์ : 0-2216-6906 อีเมล : [email protected]