ที่มา : กองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2561
ลำดับ ชื่อแหล่งท่องเที่ยว ประวัติความเป็นมา ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด ภูมิภาค ประเภทแหล่งท่องเที่ยว
1 วัดเขารูปช้าง เจดีย์แบบลังกาซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีหินสีขาวซ้อนกัน มองดูคล้ายช้างประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทสำริด - เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
2 ฟาร์มนกกระจอกเทศ ภายในฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศไว้ประมาณ 1,000 ตัว นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ ฟาร์ม ยังมีบ่อเลี้ยงจระเข้ นกยูง กวาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน วังงิ้ว ดงเจริญ พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3 ไร่องุ่นดงเจริญ ไร่องุ่นดงเจริญ (ชื่อเดิม ไร่องุ่นขจรฟาร์ม) สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในอำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกองุ่น ทั้งสำหรับทำไวน์ รวมถึงผลองุ่นสด โดยมีพันธุ์องุ่นแบล็คควีน พันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงพันธุ์หนึ่ง องุ่นจากไร่ใช้ผลิตไวน์ยี่ห้อ ชาโต เดอ ชาละวัน วังงิ้ว ดงเจริญ พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
4 วัดเทวประสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเกตุมงคลหรือหลวงพ่อใหญ่ตะพานหิน เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร หน้าตักกว้าง 20 เมตร สูง 34 เมตร ตั้งอยู่ที่วัดเทวปราสาท อำเภอตะพานหิน เป็นพระพุทธรูปที่สวยและใหญ่ที่สุด ห้วยเกตุ ตะพานหิน พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
5 วัพระพุทธบาทเขารวก ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาท ซึ่งจำลองมาจากวัดพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี และมีพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์โง่น โสรโย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำพรรษาอยู่ ซึ่งท่านเป็นผู้สร้างพระพุทธวิโมกข์ปางสมาธิมอบให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลองที่ทำด้วยไม้ประดู่ใหญ่มาก และรูปปั้นฤาษีอายุ 1,000-1,500 ปี สร้างด้วยหินศิลาแลงจากลุ่มแม่น้ำเขิน ภายในวัดยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กซึ่งมีสัตว์หลายชนิดให้ชมและศึกษาหาความรู้อีกด้วย วังหลุม ตะพานหิน พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
6 วัดพระพุทธบาทเขาทราย เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา เป็นวัดที่มีการประกอบพิธีการทางศาสนาที่สำคัญ เช่น การตักบาตรเทโวโรหนะที่มี่ประชาชนนับหมื่นมาร่วมพิธี เขาทราย ทับคล้อ พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
7 วัดท่าช้าง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปโบราณที่แกะสลักจากหิน มีความศักดิ์สิทธ์และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้จะได้เดินชมรูปปั้นช้างพ่อพลายนิมิตพร้อมครอบครัวซึ่งเป็นตำนานเล่าขานของวัดท่าช้าง เนินมะกอก บางมูลนาก พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
8 วัดห้วยเขน หลวงพ่ออั้นหรือพระครูพิศิษฏ์ธรรมานุวัตรท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่9ของวัดห้วยเขน ท่านเกิดปี2480 บวชเณรปี2494 จนปัจจุบัน ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่ออ๋อยวัดหนองบัว ต้นตระกูลของท่านเป็นคนในพื้นที่ตำบลห้วยเขน หลวงพ่ออั้นเป็นหลานตาพระครูพิทักษ์ศิลคุณ(ล้อม โลหะทัศน์)เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดห้วยเขนและเจ้าคณะอำเภอบางมูลนากรูปแรก ซึ่งเป็นผู้สร้างอุโบสถหลังแรกของวัดห้วยเขน โดยโยมยายของหลวงพ่ออั้นคือยายใบ เป็นน้องสาวถัดจากพระครูล้อม (พ่อแม่เดียวกัน) และโยมตาคือ ตาพุฒ ฉิมจิ๋ว น้องเขยพระครูล้อม (ประมาณ2410-2492 หมอแผนโบราณ หลวงพ่อเงินบวชให้) เมื่อพระครูล้อมจะสร้างโบสถ์ ท่านขายที่นาของโยมพ่อและโยมแม่ส่วนหนึ่ง รวมกับเงินที่ได้จากการจำหน่ายพระของหลวงพ่อเงิน ซึ่งหลวงพ่อเงินวัดบางคลานรับเป็นองค์อุปถัมภ์สร้างโบสถ์วัดห้วยเขน หลวงพ่อเงินได้สร้างพระดังต่อไปนี้ 1 พระเนื้อดินพิมพ์คะแนนมีสองแบบคือ พิมพ์นั่งมีปรกโพธิ์ และปรกโพธิ์ติดไม่ชัด พิมพ์ยืนประทานพร มีปรกโพธิ์ และปรกโพธิ์ติดไม่ชัด หลวงพ่อเงินได้ผสมเนื้อพระด้วยตัวท่านเอง และพระลูกวัดช่วยกันพิมพ์พระและเผาที่ วัด บางคลาน 2 พระรูปหล่อลอยองค์โลหะขนาด 5สลึงและหนึ่งบาท(รูปหล่อของวัดบางคลาน คนพื้นที่ เรียกว่า ขนาด 6สลึง) มีเนื้อเงิน และ เนื้อทองเหลือง มีทั้งก้นเรียบ และก้นมี อุ หล่อได้เรียบร้อย บางองค์มีรอยแต่งด้วย 3 เหรียญทองเหลืองหล่อรูปไข่หรือใบพุทรา มีน้อยพบจากชาวบ้านแถววัดห้วยเขนเพียง 5องค์ เป็นของอดีตทายกวัดห้วย เขนทุกองค์ 4 เหรียญหล่อจอบใหญ่และเล็ก หาพระของแท้มายืนยันไม่ได้ คิดว่าปัจจุบันคงเล่นเป็นของวัดบางคลานทั้งหมด ในปี2525 เมื่อมีข่าวกรุวัดห้วยเขนแตก หลวงพ่อเปรื่อง เจ้าอาวาสวัดบางคลานเดินทางมาดูเหตุการณ์ที่วัดห้วยเขน บอกหลวงพ่ออั้นว่า ท่านพกจอบใหญ่วัดห้วยเขนอยู่ 5 รูปถ่ายหลวงพ่อเงิน ขนาดโปสการ์ด พระทั้งหมดทำที่วัดบางคลานเสร็จแล้ว หลวงพ่อเงินเอาบรรทุกหลังช้างเอาไปจำหน่ายที่ วัดห้วยเขน ห้วยเขน บางมูลนาก พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
9 วัดหิรัญญาราม (วัดหลวงพ่อเงิน) วัดบางคลาน วังตะโก (ชื่อเดิม) วัดวังตะโกนี้ หลวงพ่อเงินได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก หรือวัดหิรัญญารามก็เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง และขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา บางคลาน โพทะเล พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
10 วนอุทยานนครไชยบวร วนอุทยานนครไชยบวร อยู่ในท้องที่ตำบลท่าเสา อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองดง (พ.ศ.2509) มีเนื้อที่ประมาณ 1,080 ไร่ กรมป่าไม้ได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 ลักษณะภูมิประเทศ มีลักณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบถึงที่ราบลุ่ม ปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด มีไม้เด่น คือ ไม้ยางนาธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ภายในพื้นที่ประกอบด้วยหนองน้ำและลำห้วยหลายสายกระจายทั่วพื้นที่ หนองน้ำสำคัญได้แก่ หนองมาบคล้าและหนองสะตือ พืชพรรณและสัตว์ป่าที่น่าสนใจคือ ไม้ยางนาธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม้ยางมีขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ย 200-300 เซนติเมตร อยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นกลุ่มทั่วพื้นที่ ไม้พื้นล่างเป็นไม้ไผ่ชนิดต่างๆ ท่าเสา โพทะเล พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
11 บึงสีไฟ บึงสีไฟ เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ลักษณะของบึงกลมคล้ายกะทะ และจังหวัดพิจิตรได้สร้างศาลาบึงสีไฟ ให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ ในเมือง เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
12 พิพิธภัณฑ์เมืองพิจิตร พิพิธภัณฑ์เมืองพิจิตร ได้มีแนวคิดริเริ่มจัดตั้งเมื่อปี 2544 ในสมัยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร(นายประสาท พงษ์ศิวาภัย) และในปี 2547 มีการดำเนินงานโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองพิจิตร ต่อเนื่องมาถึงสมัยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร (นายพรเทพ พิมลเสถียร) ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตรเป็นหน่วยดำเนินการ ซึ่งได้รับงบประมาณตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) ระหว่างปี 2547 – 2549 จัดสร้างปรับปรุงอาคารเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 10 ห้อง ได้แก่ ห้องภูมิหลัง ห้องภูมิเมือง ห้องคีตนาฏศิลป์ ห้องภุมิปัญญา ห้องภูมิธรรม ห้องภูมิชีวิต ห้องบรรยายสรุป ห้องสินแผ่นดิน ห้องบุคคลสำคัญ ห้องภาษาและวรรณกรรม และห้องภูมิชน ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เมืองพิจิตร ได้เปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์ทุกวันราชการ เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดพิจิตร(หลังเดิม) ในเมือง เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
13 ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ทางด้านหลังใกล้ริมทางรถไฟสายเหนือ สายเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ภายในศาลมีองค์เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต่งเหนี่ยง) เป็นองค์ประธาน ด้านขวาเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อกวนอู ด้านซ้ายเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อปุ้นเถ่ากง และปุ้นเถ่าม่า ตามประวัติและหลักฐานที่ปรากฏอยู่พบว่าองค์เจ้าแม่ทับทิม และองค์เจ้าพ่อกวนอู ได้อัญเชิญมาจากเกาะไหหลำ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในราวปี พ.ศ. 2410 ในสมัยนั้นเจ้าของอู่ต่อเรือซึ่งตั้งถิ่นฐานทำการค้าที่หมู่บ้านท่าฬ่อเป็น ผู้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ทับทิมมาจากประเทศจีน ได้บริจาคซุงไม้สัก จำนวน 2 แพ เพื่อปลูกสร้างศาลขนาดใหญ่ถวายแด่องค์เจ้าแม่ทับทิมและเจ้าพ่อกวนอู ให้เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้าน และผู้เลื่อมใสศรัทธาทั้งใกล้และไกล ยิ่งกว่านั้นศาลเจ้าแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ สอนหนังสือไทย และหนังสือจีน ให้แก่บุตรหลานในหมู่บ้านอีกด้วย นับตั้งแต่นั้นมาความเจริญทางด้านการค้าและการเติบโตของครอบครัวในหมู่บ้าน ก็มีมากขึ้นตามลำดับ หลักฐานตามประวัติ และถาวรวัตถุอันล้ำค่าของศาลเจ้าแห่งนี้คือ เกี้ยวสำหรับประทับขององค์เจ้าแม่ ที่ได้นำมาจากประเทศจีน เป็นเรือนไม้แกร่งแกะสลักทั้งหลังด้วยลายดอกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ตามแบบฉบับศิลปะของจีน วัตถุกายสิทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำเซียนทั้งแปด (โป๊ยป้อ) จำนวน 2 ชุด (16 อัน) นับเป็นวัตถุล้ำค่าซึ่งทำมาเฉพาะจากนครกวางเจาในสมัยนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารของเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แห่งศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ เป็นที่เลื่องลือกันมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรกแล้ว ศิษยานุศิษย์ทั้งใกล้และไกลต่างก็ได้รับความสุขความเจริญ ปราศจากอันตรายอย่างทั่วถึงกันตราบเท่าทุกวันนี้ เป็นศาลเจ้าของชาวจีนไหหลำทั่วโลก บูชาเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่คุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ เรียกว่า จุยบ่วยเนี่ยว แปลว่า เจ้าแม่ชายน้ำ เป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวเรือ ชาวประมง ในประเทศไทย รู้จักเทพธิดาองค์นี้ในชื่อว่า เจ้าแม่ทับทิม เพราะมีเครื่องประดับประจำองค์เป็นพลอยสีแดง ซึ่งศาลเจ้าแม่ทับทิม จังหวัดพิจิตร เป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมเก่าแก่ มีอายุ 100 กว่าปี ท่าฬ่อ เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
14 เขาพนมพา เป็นเนินเขาขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเขาลูกโดดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เป็นเหมืองทองคำเปิดแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปซื้อดินที่ถลุงจากเขาพนมพา นำไปร่อนยังสถานที่ที่ทางองค์การบริหารจังหวัดพิจิตรจัดให้ สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกรรมวิธีการร่อนหาทองคำแบบชาวบ้านได้ทุกวัน หนองพระ วังทรายพูน พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
15 วัดเกาะแก้ว (กุดระกำ) วัดเกาะแก้ว (กุดระกำ) เป็นวัดที่มีบรรยากาศ สงบ ร่มรื่น เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการความสงบ เป็นวัดที่เป็นที่นับถือของประชากร สำนักขุนเณร ดงเจริญ พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
16 อ่างเก็บน้ำบึงนาราง อ่างเก็บน้ำบึงนารางเนื้อที่ประมาณ 517 ไร่ มีถนนลูกรังล้อมรอบ บริเวณที่เป็นดิน 300 ไร่ พื้นที่น้ำ 217 ไร่ ในช่วงฤดูหนาว มีนกเป็ดน้ำประมาณ 1 แสนตัว มีป่าชุมชนประมาณ 5 ไร่ มีสนามกีฬาเพื่อสุขภาพ สวนหย่อม เป็นอ่างเก็บน้ำมีขนาดใหญ่ เก็บน้ำได้ตลอดทั้งปีมีศักยภาพที่สามารถจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเทียวเชิงธรรมชาติได้ บึงนาราง บึงนาราง พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
17 วัดท่าฬ่อ (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง) จิตรกรรม ในวัดท่าฬ่อมีวิหารเก่าที่ด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างขึ้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยภาพนี้ได้แสดงถึง พุทธประวัติขององค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ด้วยภาพวาดนี้มีอายุเก่าแก่ยาวนาน จึงทำให้เกิดการสำรือ ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปกรพระเจ้าเข้านิพพาน 1 เดียวที่...วัดท่าฬ่อ อ.เมืองพิจิตร ปางพระพุทธรูป คือ ลักษณะของพระพุทธรูป ทำตามพระมหาปุริสลักษณะ ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา แบ่งได้ตามแหล่งและยุคในประวัติศาสตร์ ดังนี้ แคว้นคันธาระ มี 9 ปาง อินเดีย มี 7 ปาง ลังกา มี 5 ปาง ทวารวดี มี 10 ปาง ศรีวิชัย มี 6 ปาง ลพบุรี มี 7 ปาง เชียงแสน มี 10 ปาง สุโขทัย มี 8 ปาง อยุธยา มี 7 ปาง รัตนโกสินทร์ มี 5 ปาง ปัจจุบัน มีพระพุทธรูปต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก รวมแล้วมากกว่า 72 ปาง ในจำนวนปางพระพุทธรูปทั้งหมด พระพุทธรูปปางพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน หรือ พระเจ้าเข้านิพพาน นั้นถือว่า เป็นพระพุทธรูปปางที่ไม่ค่อยพบเห็นในวัดทั่วๆ ไป เท่าที่ทราบ องค์ที่สมบูรณ์ที่สุด ต้องยกให้ พระเจ้าเข้านิพพาน ที่ประดิษฐานอยู่ในหลวงพ่อพวง หรืออุโบสถหลังเก่า วัดท่าฬ่อ ต.ท่าฬ่อ อ.เมือง จ.พิจิตร ส่วนอีกองค์หนึ่งนั้น ประดิษฐานอยู่ในวิหารพระเจ้าเข้านิพพาน หรือวิหารแกลบ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) อ.เมือง จ.พิษณุโลก พระครูวินัยธรมานัส จนฺทสีโล เจ้าอาวาสวัดท่าฬอ บอกว่า การตั้งถิ่นฐานของประชาชนในตำบลท่าฬ่อ ไม่มีหลักฐานระบุไว้ชัดเจนว่า มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งเมื่อใด รู้แต่เพียงว่า มีอายุประมาณร้อยกว่าปี ตามอายุการก่อตั้งวัดท่าฬ่อ โดยพื้นที่ของตำบลในอดีต เป็นป่าทึบ มีชาวบ้านรวมตัวกันเข้ามาจับจองเป็นรุ่นๆ บุกเบิกแผ้วถางป่าเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นที่ทำกินอยู่ริมน้ำน่าน ตามลำคลอง และเป็นที่มาของชื่อตำบลท่าฬ่อ เพราะในสมัยนั้นจะใช้ล้อเลื่อนสำหรับลากไม้ หรือล้อเกวียนในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร จนเป็นชุมชนที่รวมตัวของเหล่าล้อเลื่อน / ล้อเกวียนต่างๆ ที่มาจอดรอบบริเวณริมท่าน้ำเต็มไปหมด จนชาวบ้านเรียกว่า ท่าล้อ และผิดเพี้ยนเป็น ท่าฬ่อ จนถึงปัจจุบัน ส่วนเหตุแห่งการสร้าง “พระพุทธรูปปางพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน” นั้น พระครูวินัยธรมานัส อธิบายให้ฟังว่า การสร้างพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน เป็นปางที่สร้างตามพระพุทธประวัติตอนถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ที่เมืองกุสินารา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในรุ่งอรุณวันเพ็ญเดือน 6 ขณะพระชนมายุได้ 80 พรรษา ที่ใต้ต้นไม้สาละ คูเมืองกุสินารา มัลลกษัตริย์ แห่งกุสินารา ทรงจัดการพระพุทธสรีระ ห่อด้วยทุกูลพัสตร์ภูษาผ้าเนื้อดี 500 ชั้น แล้วอัญเชิญลงหีบทอง ที่เต็มด้วยน้ำมันหอม และถวายพระเพลิงโดย มัลลกษัตริย์ 4 พระองค์ ชำระกายให้บริสุทธิ์ แต่งเครื่องทรงชุดใหม่ นำเพลิงเข้าไปจุดที่พระจิตกาธานทั้ง 4 ทิศ ณ มกุฎพันธเจดีย์ ด้านทิศตะวันออกของพระนคร แต่ไม่สามารถจุดติดได้ ทั้งๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี พระอนุรุทธเถระ จึงแจ้งให้มัลลกษัตริย์ทราบว่า “มหาบพิตร เทพยดาทั้งหลายมีความประสงค์จะรอคอยท่าน พระมหากัสสปะเถระ พระสาวกผู้ใหญ่ก่อน เพื่อให้ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา ถ้าพระมหากัสสปะเถระ ยังมิได้ถวายนมัสการตราบใด เพลิงจะจุดไม่ติดตราบนั้น” เมื่อพระมหากัสสปะเถระ มาถึงแล้วเข้าไปยังจิตกาธาน กระทำประทักษิณเวียนสามรอบ แล้วยืนอภิวาททางเบื้องพระบาท แล้วตั้งจิตอธิษฐาน กราบทูลว่า “ข้าแต่พระบรมครู ข้าพระพุทธเจ้าผู้ชื่อว่า มหากัสสปะ เป็นสาวกที่พระพุทธองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศทางธุดงค์ในกาลเบื้องต้น พระพุทธองค์ประทานบรรพชาอุปสมบทให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า แล้วประทานเปลี่ยนผ้ามหาบังสุกุลที่ทรงพิจารณาจากศพนางปุณณทาสีให้ร่วมใช้กับพระพุทธองค์ ข้าพระพุทธเจ้า คือ กัสสปะเพียงผู้เดียวนี้ อนึ่ง คำกราบทูลของข้าพระองค์นี้ เป็นความสัตย์จริง ขอให้พระบาททั้งสองของพระองค์จงออกมาจากหีบทองรองรับการอภิวาทของข้าพระบาทในกาลบัดนี้เถิด” สิ้นคำกราบทูลประหนึ่งว่า พระพุทธองค์ทรงรับทราบคำกราบบังคมทูล ก็บันดาลพระบาททั้งคู่ ทำลายผ้าที่หุ้มห่อพระพุทธสรีระทั้ง 500 ชั้น และทำลายหีบทองออกมาปรากฏภายนอกดุจดวงพระอาทิตย์ พ้นจากกลีบเมฆออกมาปรากฏอยู่ดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงเป็นที่มาของพระปางนี้ พระครูวินัยธรมานัส ยังบอกด้วยว่า พระพุทธเจ้าเข้านิพพานของวัดท่าฬ่อ สันนิษฐานว่า สร้างไว้เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว เดิมทีประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงตากริม เมื่อกรมศิลปากรมาบูรณะภาพในวิหารเมื่อปี 2545 จึงย้ายมาเก็บไว้ที่วิหารหลวงพ่อพวง ท่าฬ่อ เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
18 วัดยางคอยเกลือ วัดยางคอยเกลือ เมื่อเข้าถึงบริเวณ วัดแล้วจะพบ บาตรบ่อน้ำมนต์หลวงพ่อเงิน นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยงาม ภายในประดิษฐาน หุ่นจำลองรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน บ่อน้ำมนต์ และยังเป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุ เครื่องมือ เครื่องใช้ ของคนในอดีต บริเวณด้านข้างจะพบวิหารที่ประดิษฐานพระเกจิอาจารย์ และพระพุทธรูปเก่าแก่อายุนับ 100 ปี บริเวณวัดได้จัดภูมิทัศน์ และสวนต่างๆ ได้สวยงาม มีสวนอยู่สวนหนึ่งกำลังสร้างอยู่เรียกว่า “MORANA GARDEN” หรือ มรณา การ์เดนท์ ซึ่งแปลว่าสวนแห่งความตาย เพื่อเป็นอนุสติให้คนเรานึกถึงเรื่องความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะหนีไม่พ้น มีกุฏิทรงไทยที่สวยงามสร้างอยู่ริมคลอง อยู่ท่ามกลางสวนไม้ดอกไม้ประดับ และที่กลางลานวัดจะมีต้นก้ามปู(ฉำฉา) อายุนับร้อยปี อยู่ 1 ต้น ปากทาง เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
19 บึงสีไฟ (หอชมนก) บึงสีไฟเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย เป็นที่อยู่อาศัยของ ปลา และนก หลายชนิด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง และชมพระอาทิตย์ตก กลางบึ่งสีไฟ ในยามเย็น บึงสีไฟถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของจังหวัดพิจิตร มีการพัฒนาพื้นที่หอชมนก ที่มีการสร้างภาพวาดน้ำตก 3 มิติ และรูปปั้นชาละวันพ่นน้ำ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เมืองเก่า เมืองพิจิตร พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
20 อ่างเก็บน้ำทุ่งตะขาบ อ่างเก็บน้ำทุ่งตะขาบ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อใช้ทำการเกษตร บริเวณอ่างเป็นจุดชมวิวที่ค่อนข้างเป็นป่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยได้รีบความนิยมมากนัก หนองพระ วังทรายพูน พิจิตร ภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
ลิขสิทธิ์ © 2561 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
สนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 เบอร์โทร : 0-2219-4010-7 แฟกซ์ : 0-2216-6906 อีเมล : [email protected]