ที่มา : กองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2561
ลำดับ ชื่อแหล่งท่องเที่ยว ประวัติความเป็นมา ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด ภูมิภาค ประเภทแหล่งท่องเที่ยว
1 มัสยิดกลางจังหวัดสตูล (มัสยิดมำบัง) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสตูล มีลักษณะเด่นที่สวยงามคือ มีรูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบหินอ่อน และกระจกใสตัวอาคารแบ่งเป็นสองตอน คือ ด้านนอกเป็นระเบียง มีบันได้ขึ้นหอคอย ลักษณะเป็นยอดโดม สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองสตูลได้ ด้านในเป็นห้องโถงใหญ่ใช้เป็นที่ละหมาด ชั้นล่างมีห้องใต้ดินเป็นห้องสมุด พิมาน เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
2 คฤหาสน์กูเด็น (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล) ตั้งอยู่ถนนสตูลธานี บริเวณหน้าลานวัฒนธรรมจังหวัดสตูล ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกคฤหาสน์หลังนี้ว่า ศาลากลางเก่า รูปทรงเป็นอาคารตึกสองชั้น ลักษณะการก่อสร้างเป็นศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างสวยงาม คือ ตัวอาคารเป็นแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างรูปโค้งแบบสถาปัตยกรรมโรมัน หลังคาแบบไทย บานหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นเกล็ดแนวนอน หลังคาใช้กระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย ช่องลมหน้าบนตกแต่งรูปดาวสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2441 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2459 โดย พระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกูบาฮารุดดินบินตำมะหงง (ชื่อเดิม กูเด็น บินกูแม๊ะ) เจ้าเมืองสตูลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คฤหาสน์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่ไม่ได้ประทับแรม เคยใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล จนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2484 อาคารหลังนี้ใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัดสตูล และเป็นสถานที่สำคัญทางราชการ ต่อมาปี พ.ศ. 2540 - 2543 กรมศิลปากรได้ปรับปรุงคฤหาสถ์กูเด็น ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์เมืองสตูล วิถีชีวิตของชาวสตูลในด้านต่างๆ เช่น ชีวิตชาวเลเกาะหลีเป๊ะ การปั้นหม้อ ห้องบ้านเจ้าเมืองสตูล ห้องวัฒนธรรมชาวไทยมุสลิม ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น พิมาน เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3 น้ำตกปาหนัน มีต้นน้ำมาจากภูเขากะหมิง ธรรมชาติรอบๆ น้ำตกยังสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดปี แต่บริเวณน้ำตกมีการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดย่อม ทุ่งนุ้ย ควนกาหลง สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
4 แหลมตันหยงโป อยู่ทางปากอ่าวสตูล ไปตามทางหลวงหมายเลข 4051 ( เส้นทางไปท่าเรือเจ๊ะบิลัง) ประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีทางแยกไปยังบ้านตันหยงโปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นล้ำไปในทะเลอันดามัน เป็นพื้นที่หมู่บ้านชาวประมง ชายหาดสวยงามที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวและบ้านเรือนชาวบ้านจะพบเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปของชาวประมงและการตากของทะเลริมหาดง จ.สตูล ตันหยงโป เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
5 น้ำตกธาราสวรรค์ น้ำตกธาราสวรรค์ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากเขาไคร ซึ่งเชื่อมต่อกับเขาค้อม เขาแดงที่เชื่อมต่อกับทิวเขาอื่น ๆ ระหว่างตำบลควนกาหลงกับตำบลทุ่งนุ้ย ธาราสวรรค์ แปลว่า “สายน้ำที่ไหลมาจากสวรรค์” เป็นน้ำตกที่มีหน้าผาสูง ถือเป็นน้ำตกที่สูงแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ธารน้ำตกเกิดจากต้นน้ำของเขาไคร ลักษณะเป็นน้ำซับน้ำซึม เนื่องจากสภาพป่าบนภูเขายังมีความสมบูรณ์น้ำจึงตกจากที่สูงลงมา นับได้ 5 ชั้น หน้ากว้างน้ำตกประมาณ 10 – 15 เมตร ระหว่างชั้นที่ 1 กับชั้นที่ 2 ผาน้ำตกสูงประมาณ 30 เมตร ระหว่างชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3 ผาน้ำตกสูงราว 50 เมตร ช่วงนี้เป็นแอ่งน้ำกว้าง 10 เมตรและยาว 20 เมตรโดยประมาณ ผาน้ำตกจากชั้นที่ 3 ถึงชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 ไม่สูงเท่าใดนัก จากชั้นที่ 5 สายน้ำจะกลายเป็นลำธารเล็ก ๆ ไหลลงสู่คลองลำโลน น้ำตกธาราสวรรค์จะมีน้ำตกไหลตลอดปี แม้จะเป็นฤดูแล้งก็ตาม แหล่งน้ำจากภูเขาใช้หล่อเลี้ยงราษฎรในหลายหมู่บ้านของตำบลควนกาหลง ผ่านระบบของ “ประปาภูเขา” ส่งท่อระบายน้ำไปตามครัวเรือนราษฎรในหมู่บ้าน ชาวบ้านละแวกนี้เป็นผู้โชคดีที่ได้ดื่มน้ำจากสรวงสวรรค์ คือ จากธารน้ำตกที่สูงแห่งหนึ่งของจังหวัดนี้ ทุ่งนุ้ย ควนกาหลง สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
6 บ่อน้ำร้อน เส้นทางคมนาคมสะดวกลาดยางจากถนนสายหลักไปสถานที่ตั้งของบ่อน้ำร้อน บ่อน้ำร้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล กำลังพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นบ่ออาบน้ำแร่ธรรมชาติ บริเวณบ่อน้ำร้อนตั้งอยู่ริมเชิงเขา ซึ่งอยู่ในเทือกเดียวกับเขากาหมิง แวดล้อมด้วยสวนผลไม้ และสวนยางพาราที่ราษฏรเข้าไปบุกเบิกเป็นที่ทำมาหากิน ทุ่งนุ้ย ควนกาหลง สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
7 บึงทะเลบัน (อุทยานแห่งชาติทะเลบัน) อุทยานแห่งชาติทะเลบันตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอควนโคน อำเภอเมือง จังหวัดสตูลติดชายแดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ทะเลบันเป็นชื่อของบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 125 ไร่ กลางหุบเขามดแดงและเขาจีน ซศึ่งเกิดขฃจากการยุบตัวของพื้นดิน น้ำในบึงเกิดจากต้นน้ำที่ออกจากผนังเขาบริเวณโดยรอบประกอบด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีน้ำตก ถ้ำ และธรรมาชาติที่สวยงาม อุทยานแห่งชาติทะเลบันมีเนื้อที่ประมาณ 196 ตารางกิโลเมตร หรือ 122500 ไร่ ทะเลบัน เป็นชื่อบึงน้ำขนาดใหญ่กลางภูเขา เพี้ยนมาจากภาษามาลายูว่า "เลอโอ๊ค กะบัน " หมายถึงแผ่นดินยุบ และเนื่องจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจังหวัดสตูลกับประเทศมาเลเซียมาแต่โบราณ ทำให้มีการผสมทางภาษา เรื่องเล่ากันว่า เมื่อประมาณ 300 ปีที่แล้ว บริเวณบึงน้ำจืดแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการเพาะปลูกของราษฎรในหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมามีคนในพื้นที่ได้ฝันว่าบริเวณนี้จะมีการยุบตัว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ได้พากันอพยพไปอยู่ที่อื่น ต่อมาไม่นานก็เกิดแผ่นดินสั่นสะเทือนและมีเสียงดั่งสนั่นติดต่อกันนานเป็นแรมเดือนและแผ่นดินยุบหายไปมีน้ำไหลทะลัดเข้ามาท่วมกลายเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ นักธรณีวิทยาสันนัฐานว่า เกิดจากการยุบตัวของโพรงถ้ำใต้พื้นดินในแนวภูเขาหินปูน อุทยานแห่งชาติทะเลบันประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 20 ของประเทศ ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2523 รับผิดชอบพื้นที่ ป่าหัวกะหมิง ป่ากุบัง-ปุโล๊ต และพื้นที่ป่าควนบ่อน้ำ ในท้องที่ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน และตำบลเกตรี ตำบลบ้านควน ตำบลปูยู อำเภอเมือง จังหวัดสตูล วังประจัน ควนโดน สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
8 อุทยานแห่งชาติทะเลบัน ตั้งอยู่ที่บ้านวังประจันตำบลวังประจัน มีเนื้อที่ 122,500ไร่ โดยรวมป่าสงวนแห่งชาติกุปังปุโต๊ะและหัวกะหมิงเข้าด้วยกันและพื้นที่ป่าควนบ่อน้ำปูยู ทะเลบันเกิดจากการยุบตัวของพื้นดินระหว่างเขาจีนและเขามดแดงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 63,350 ไร่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนอุดมไปด้วยพืชพรรณป่าไม้ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น วังประจัน ควนโดน สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
9 น้ำตกโตนปลิว น้ำตกโตนปลิวตั้งอยู่ในหมู่ที่ 1 ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างป่าสงวนแห่งชาติหัวกาหมิง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จึงอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ต้นน้ำเกิดจากภูเขาหัวกาหมิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขานครศรีธรรมราช การเดินทางไปเที่ยวชมน้ำตก เริ่มต้นจากสามแยกควนสตอ ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4148 สายควนสตอวังประจัน ถึงทางแยกเข้าน้ำตก 2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณน้ำตกโตนปลิวน้ำตกโตนปลิวประกอบด้วยชั้นน้ำตก 5 ชั้น ชั้นหลักชื่อ “โตนลำพร้าว” มีหน้าผาน้ำตกสูงราว 40 เมตร กลายเป็นแอ่งน้ำขัง ชื่อ “วังบ่อ” กับ “วังเตย” เป็นต้น เหมาะสำหรับการอาบน้ำเล่น ส่วนชั้นอื่น ๆ ผาน้ำตกไม่ค่อยสูงนัก จากนั้นสายน้ำตกจะกลายเป็นคลองเล็ก ๆ ชื่อ คลองมาเหลา ไหลมารวมกับคลองหัก ไหลลงสู่คลองกาหมิง และกลายเป็นคลองดุสนในที่สุดสภาพธรรมชาติแถบต้นน้ำเขากาหมิงยังอุดมสมบูรณ์ จึงมีน้ำตกไหลตลอดปี ประโยชน์ที่ราษฎรตำบลวังประจันและควนสตอได้รับคือ ประปาภูเขาที่ส่งน้ำมาจากแหล่งน้ำตก ชาวบ้านวังประจันมีความเชื่อกันมานมนานว่า ในช่วงหน้าแล้งตกกลางคืนถ้าได้ยินเสียงน้ำตกดังผิดปกติ เป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่าความแห้งแล้งจะสิ้นสุดแล้ว วังประจัน ควนโดน สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
10 น้ำตกยาโรย (อุทยานแห่งชาติทะเลบัน) น้ำตกยาโรย เป็นน้ำตกที่มีขนาดกลาง 9 ชั้น ไหลมาตามภูเขา น้ำตกยาโรยอยู่ห่างจากอุทยานราว 7 กิโลเมตร ตามทางสายควนสตอ-วังประจัน แล้วเลี้ยวขวาสู่ทางลูกรังไปอีกราว 700 เมตร วังประจัน ควนโดน สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
11 ถ้ำคีรีวงศ์ วัดถ้ำคีรีวงศ์ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมในเขตพื้นที่ของตำบลทุ่งหว้า ซึ่งเป็นที่เป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่น โดยภายในวัดจะมี ถ้ำคีรีวง ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในมีหินงอกหินย้อยส่งแสงสะท้อนกับหินระยิบระยับ ซึ่งมีความสวยมาก ถ้ำคีรีวงศ์ ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก ถ้ำแห่งนี้จึงมีความเงียบสงบ และหินงอกหินย้อยก็ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก นอกจากหินงอกหินย้อยที่สวยงามแล้ว ภายในถ้ำยังค้างคาว และน้ำตกที่งดงามไม่แพ้กันค่ะ นอกจากการชมถ้ำแล้วที่นี่ยังสามารถเดินป่าศึกษาธรรมชาติ หรือจะส่องสัตว์ ดูนก หรือจะมาแสวงบุญก็ยังได้ค่ะ ทุ่งหว้า ทุ่งหว้า สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
12 หาดราไวย์ หาดราไวย์มีความยาวประมาณ 3,500 เมตร จัดเป็นหาดที่ยาวที่สุดของจังหวัดสตูล ด้านตะวันตกจะมองเห็นเกาะสุกรของอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตลอดแนวชายหาดมีต้นสนขึ้นเรียงรายเป็นทิว ตลอดเหมาะสำหรับการตั้งค่ายพักแรม สมัยก่อนชาวบ้านราไวนิยมปลูกแตงโมกันตามชายหาด ทุกวันนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบลขอนคลานได้จัดภูมิทัศน์ของชายหาดเสียใหม่ เช่น สร้างสวนสาธารณะ ที่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติที่มีความประสงค์จะไปเยี่ยมชมหาดที่ยาวที่สุดของจังหวัดสตูล เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยเลย ขอนคลาน ทุ่งหว้า สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
13 ถ้ำภูผาเพชร ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำที่ใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 27 กิโลเมตร ไปตามถนนที่ลาดยางตลอดสายจนถึงบริเวณถ้ำตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูน ในเขตของทิวเขานครศรีธรรมราช ซึ่งนิยมเรียกว่า เขาบรรทัด ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันออก ทางขึ้นไม่ค่อยลาดชันนัก ความสูงจากพื้นราบถึงปากถ้ำประมาณ 50 เมตร ใช้เวลาในการเดินทางจากพื้นราบถึงจุดเข้าถ้ำราว 30 นาที ชื่อเดิมของถ้ำภูผาเพชร คือ “ถ้ำลอด ถ้ำยาว หรือถ้ำเพชร” เนื่องจากถ้ำมีความยาว ลักษณะคดเคี้ยว แบ่งเป็นหลายตอน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย เมื่อกระทบกับแสงไฟ ผนังถ้ำมีประกายแวววาวเหมือนเพชร จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำเพชรก่อน ภายหลังชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า ถ้ำภูผาเพชร ตามประวัติมีว่า เมื่อปี พ.ศ. 2517 ครอบครัวของนายช่วงและนางแดง รักทองจันทร์ ได้ย้ายเข้ามาอาศัยบริเวณถ้ำยาวเป็นครอบครัวแรก ล่วงมาปีพ.ศ. 2535 มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาตั้งสำนักบริเวณถ้ำยาว อยู่ได้หนึ่งปีก็จากไป ก่อนจากไปท่านได้บอกชาวบ้านว่าได้เห็นทางเข้าไปในถ้ำยาว มีถ้ำน้อยใหญ่อีกหลายถ้ำ บางถ้ำมีพื้นที่กว้างขวางสวยงาม กระทั่งปี พ.ศ.2540 นายศักดิ์ชัย บุญคง สมาชิก อบต. ตำบลปาล์มพัฒนาได้ทำการสำรวจร่วมกับทางราชการและราษฏรถ้ำภูผาเพชรจึงได้เปิดโฉมหน้าให้คนทั่วไปได้รู้จักกันทุกวันนี้ ปี พ.ศ. 2541 นักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 10 จังหวัดสงขลา ได้สำรวจบริเวณถ้ำภูผาเพชร โดยความร่วมมือของสภาตำบลปาล์มพัฒนา พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบด้วยกระดูกมนุษย์ยุคโบราณ พบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบร่องรอยส่วนก้นภาชนะดินเผา ถูกหินปูนและเปลือกหอยยึดเกาะอยู่ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า บริเวณถ้ำภูผาเพชรเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ถ้ำภูผาเพชรมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ หรือ 20,000 ตารางวา แบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยประมาณ 20 ห้อง ชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น ห้องปะการัง มีหินงอกหินย้อยคล้ายปะการังในทะเล ห้องเห็ด เต็มไปด้วยรูปดอกเห็ดขนาดต่าง ๆ ห้องม่านเพชร ลักษณะคล้ายผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน ห้องพญานาคเห็นหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค ส่วนห้องสวนมรกตจะมีสีเขียว ส่องแสงระยิบระยับคล้ายสีของมรกต ล้วนเป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติโดยแท้ ถ้ำภูผาเพชร ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 27 กิโลเมตร ไปตามถนนที่ลาดยางตลอดสายจนถึงบริเวณถ้ำตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูน ในเขตของทิวเขานครศรีธรรมราช ซึ่งนิยมเรียกว่า เขาบรรทัด ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันออก ทางขึ้นไม่ค่อยลาดชันนัก ความสูงจากพื้นราบถึงปากถ้ำประมาณ 50 เมตร ใช้เวลาในการเดินทางจากพื้นราบถึงจุดเข้าถ้ำราว 30 นาที ชื่อเดิมของถ้ำภูผาเพชร คือ “ถ้ำลอด ถ้ำยาว หรือถ้ำเพชร” เนื่องจากถ้ำมีความยาว ลักษณะคดเคี้ยว แบ่งเป็นหลายตอน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย เมื่อกระทบกับแสงไฟ ผนังถ้ำมีประกายแวววาวเหมือนเพชร จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำเพชรก่อน ภายหลังชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า ถ้ำภูผาเพชร ตามประวัติมีว่า เมื่อปี พ.ศ. 2517 ครอบครัวของนายช่วงและนางแดง รักทองจันทร์ ได้ย้ายเข้ามาอาศัยบริเวณถ้ำยาวเป็นครอบครัวแรก ล่วงมาปีพ.ศ. 2535 มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาตั้งสำนักบริเวณถ้ำยาว อยู่ได้หนึ่งปีก็จากไป ก่อนจากไปท่านได้บอกชาวบ้านว่าได้เห็นทางเข้าไปในถ้ำยาว มีถ้ำน้อยใหญ่อีกหลายถ้ำ บางถ้ำมีพื้นที่กว้างขวางสวยงาม กระทั่งปี พ.ศ.2540 นายศักดิ์ชัย บุญคง สมาชิก อบต. ตำบลปาล์มพัฒนาได้ทำการสำรวจร่วมกับทางราชการและราษฏรถ้ำภูผาเพชรจึงได้เปิดโฉมหน้าให้คนทั่วไปได้รู้จักกันทุกวันนี้ ปี พ.ศ. 2541 นักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 10 จังหวัดสงขลา ได้สำรวจบริเวณถ้ำภูผาเพชร โดยความร่วมมือของสภาตำบลปาล์มพัฒนา พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบด้วยกระดูกมนุษย์ยุคโบราณ พบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบร่องรอยส่วนก้นภาชนะดินเผา ถูกหินปูนและเปลือกหอยยึดเกาะอยู่ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า บริเวณถ้ำภูผาเพชรเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ถ้ำภูผาเพชรมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ หรือ 20,000 ตารางวา แบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยประมาณ 20 ห้อง ชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น ห้องปะการัง มีหินงอกหินย้อยคล้ายปะการังในทะเล ห้องเห็ด เต็มไปด้วยรูปดอกเห็ดขนาดต่าง ๆ ห้องม่านเพชร ลักษณะคล้ายผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน ห้องพญานาคเห็นหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค ส่วนห้องสวนมรกตจะมีสีเขียว ส่องแสงระยิบระยับคล้ายสีของมรกต ล้วนเป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติโดยแท้ ถ้ำภูผาเพชรจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวบนบกแห่งใหม่ของจังหวัดสตูล การไปมาก็สะดวก มีถนนลาดยางถึงบริเวณปากถ้ำ สภาตำบลปาล์มพัฒนาดำเนินการเร่งรัดปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดสตูลขณะนี้ ปาล์มพัฒนา มะนัง สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
14 ถ้ำเจ็ดคต ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10 ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู ด้านทิศเหนือของน้ำตก วังสายทองห่างไปราว 2 กิโลเมตร ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง 38 กิโลเมตร เส้นทางไปมาสะดวก ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70 – 80 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร แบ่งออกเป็น 7 ช่วงหรือคูหา บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100 – 200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ คือ คลองมะนัง ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตน อยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน อำเภอมะนัง คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น 7 ช่วง มีบรรยากาศแตกต่างกัน ลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน ในช่วงหน้าแล้ง น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า เดินลุยไปได้อย่างสบาย บางตอนอาจลึกเกิน 5 เมตร ช่วงหน้าฝน น้ำหลาก จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ เดินลุยน้ำ บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลน ต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ ชมธรรมชาติประมาณ 30 นาที ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ มีลำคลองลอดถ้ำ คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้ มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถ้ำสัตคูหา” พร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้ คูหาที่ 1 เรียกว่า “สาวยิ้ม” ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ คูหาที่ 2 เรียกว่า “นางคอย” มีหินงอก หินย้อย สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก คูหาที่ 3 เรียกว่า “เพชรร่วง” ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้ เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร คูหาที่ 4 เรียกว่า “เจดีย์สามยอด” พื้นทางเดินเป็นหิน ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ คูหาที่ 5 เรียกว่า “ น้ำทิพย์” ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน คูหาที่ 6 เรียกว่า “ ฉัตรทอง” มีหินงอก หินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร คูหาที่ 7 เรียกว่า “ ส่องนภา” ภายในมีหินงอก หินย้อย รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ น้ำผุด ละงู สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
15 ถ้ำลอดปูยู ถ้ำลอดปูยูเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ตำบลปูยู อำเภอเมืองสตูล อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราว 15 กิโลเมตร การเดินทางไปเที่ยวที่ถ้ำแห่งนี้สะดวกที่สุดคือลงเรือที่ท่าเรือตำมะลัง รือจะแล่นสู่ปากอ่าว ลัดเลาะไปตามลำคลอง สองข้างอุดมด้วยป่าโกงกาง มองเห็นสันเขายาวเหยียด พาดจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก คือทิวเขาสันกาลาคีรี ซึ่งกั้นเขตประเทศไทยกับมาเลเซียไว้ ถ้ำลอดปูยูแตกต่างจากถ้ำทั่วไป มีคลองลอดในถ้ำคือมีภูเขาคร่อมคลองเอาไว้ ชื่อภูเขากับชื่อคลองเป็นชื่อเดียวกัน คือ “เขากายัง” กับ “คลองกายัง” ก่อนลอดถ้ำคลองจะกว้าง แต่พอลอดเข้าถ้ำ คลองค่อยแคบลงหรือสอบเข้ามา หลังคาถ้ำมีความโค้งเล็กน้อย ความยาวของช่วงที่ลอดถ้ำประมาณ 30 เมตร ถ้าช่วงน้ำลงเรือจะลอดผ่านไปมาได้สะดวก แต่ถ้ำน้ำขึ้นสูง เรือจะลอดผ่านได้ค่อนข้างลำบาก จุดเด่นของถ้ำลอดปูยู คือ หน้าผาสูงชันของเขากายัง แท่งหินที่มีรูปร่างประหลาดกับหินงอกหินย้อยที่ปรากฏตามเพดานถ้ำ อีกด้านหนึ่งจะมีป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์ ถ้ำลอดปูยูมีลักษณะคล้ายคลึงกับถ้ำลอดที่พังงา ต่างกันตรงที่ว่า พังงาอยู่ในทะเล แต่ถ้ำลอดปูยูตั้งอยู่บริเวณป่าชายเลน เป็นภูเขาคร่อมคลอง นอกจากนั้นผู้ที่ไปเที่ยวที่ถ้ำลอดปูยู ยังมีโอกาสไปเที่ยวถ้ำกายัง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เป็นถ้ำขนาดเล็ก มีความสวยงาม อยู่ในระหว่างการปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานขณะนี้ ปูยู เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
16 เกาะไข่ (อุทยานแห่งชาติตะรุเตา) เกาะไข่ อยู่ในกลุ่มเกาะกลางเป็นเกาะเล็กๆ มีชายหาดขาวละเอียดงดงาม อยู่ระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง เกาะไข่ เป็นสิ่งที่โดดเด่นอันเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล เกาะสาหร่าย เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
17 เกาะจาบัง (อุทยานแห่งชาติตะรุเตา) อยู่ระหว่างเกาะอาดังและเกาะรอบเกาะราวี เกาะปกคลุมไปด้วยปะการังอ่อนสีชมพู สีม่วง สีแดง ไล่น้ำหนักอ่อนแก่อย่างสวยงาม มีฟองน้ำครก แส้ทะเล ดอกไม้สด ดาวขนนกรวมทั้งปลาสวยงามในแนวปะการังที่ตีนตาซึ่งเหมาะแก่การดำน้ำ เกาะสาหร่าย เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
18 เกาะดง/เกาะหินซ้อน เป็นเกาะสุดท้ายของทิศตะวันตกในของกลุ่มหมู่เกาะอาดัง-ราวี ที่มีทิวทัศน์รอบ ๆ สวยงามมาก น้ำทะเลใส หากทรายขาวเนียนละเอียด มีหินขนาดใหญ่สองก้อนซ้อนกัน เหมือนจะหลุดจากกัน แต่ก็อยู่มาได้หลายร้อยปี ความสวยงามของเกาะนี้มักจะไปปรากฏอยู่ในสิ่งตีพิมพ์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลเสมอ นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเที่ยวชมทิวทัศน์และความมหัศจรรย์ของหินซ้อน และลงดำน้ำชมโลกใต้ทะเลตื้นๆรอบเกาะหินซ้อน นอกจากนี้ บริเวณเกาะนี้ยังมีปลาชุกชุมเป็นที่นิยมของบรรดานักตกปลาทั้งหลายด้วย เกาะสาหร่าย เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
19 เกาะตะรุเตา เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์จากในอดีตที่เคยเป็นที่คุมขันักโทษ การเมือง และนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ และความสวยงาม ตั้งอยู่ในทะเลอันดามันบริเวณช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่มีสภาพเป็นป่าดิบชื้นซึ่งยังมีพรรณไม้และสัตว์ป่าที่น่าสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์4 ชนิด นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว ยังมีชายหาดที่สวยงามอีกหลายแห่ง เช่น หาดทรายอ่าวพันเตมะละกา หาดทรายอ่าวเมาะและ หาดทรายอ่าวสน ซึ่งเป็นบริเวณที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถตั้งเต็นท์พักแรม และดำน้ำดูปะการังได้ และในปี พ.ศ.2525 อุทยานแห่งชาติตะรุเตาได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็น มรดกแห่งอาเชียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves) - เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
20 เกาะราวี (อุทยานแห่งชาติตะรุเตา) เป็นหาดทรายขาว น้ำ ทะเล หาดทรายขาว สวยงามมาก เป็นจุดพักกลางวันของนักท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต 6 (หาดทรายขาว) เกาะสาหร่าย เมืองสตูล สตูล ภาคใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ลิขสิทธิ์ © 2561 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
สนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 เบอร์โทร : 0-2219-4010-7 แฟกซ์ : 0-2216-6906 อีเมล : [email protected]